วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อยู่กับคนเฮงซวยเราก็เฮงซวยไปด้วย


ชีวิตคนเรานั้นจะรุ่งโรจน์ หรือรุ่งริ่งมันมีปัจจัยอยู่ 2 อย่าง
  1. คือตัวเราเอง ดูว่าตัวเราเองทำตัวอย่างไร รักดีใฝ่ดี หรือรักชั่วใฝ่ต่ำ เราหาอะไรให้ตัวเราเองเราหาเรื่อง หานี้ หาคุกตะราง หาเรื่องเดือดร้อน คบคนชั่ว คบคนพาล หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เกลียดงานหนัก รักงานเบา หรือใช้จ่ายเกินตัว เป็นต้น
  2. ดูว่าเราอยู่กับใคร เช่นเรามีชีวิตคู่ คู่ของเราห่วยแตก สำมะเลเทเมา ไม่รู้จักวางแผนชีวิตระยะยาว ทำมาหากินไปวันๆ หามาได้ก็กิน เที่ยวสนุกสนานหมดไป ไม่มีแก่นสาร ชีวิตรู้ว่ารายได้ไม่พอรายจ่าย ก็ยังไม่ดิ้นรน หรือไม่ตัดความโลภ ความอยากได้ใคร่ดี ที่เกินกำลังตนเองออกไป ไม่รู้จักวิธีการหาเงินที่สุจริต ไม่รู้จักหาความรู้ใส่ตนเอง ไม่พัฒนาตนเอง พอใจในความเป็นอยู่นั้น แต่พฤติกรรมกลับสวนทางกับรายได้ ไม่มีปัญญาดูแลคู่ตนเองให้อยู่ดี มีสุขได้ แต่ทะลึ่งอยากมีคู่ คนจำพวกนี้คือ คนห่วยแตก คนเฮงซวย
  • ถ้าเราอยู่กับคนเฮงซวยเหล่านี้ มีหรือที่ชีวิตเราจะไม่เฮงซวยไปกับมัน มันไม่มีความรู้ไม่พัฒนาตนเอง ทางเดียวที่มันทำได้ ก็งานกรรมกรพื้นๆ งานกรรมกรพื้นๆมิใช่ไม่ดีเพราะเป็นงานสุจริต
แต่มันทำงานกรรมกรโรงงาน แต่อยู่อย่างเศรษฐีหน้าใหญ่อวดร่ำอวดรวย เกินตัว เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง จนเกิดหนี้เกิดสินท่วมหัว
  • พอมีหนี้สิน ก็ต้องชดใช้เขา เมื่อตนเองไม่มีความรู้ หนทางมันตัน มันมีความรู้แค่ไหนมันก็ทำแค่นั้น เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เช่นเดินเข้าไปกู้หนี้บัตรเครดิต ดอกทบต้น พอมีหนี้ซ้ำซ้อนขึ้นมา ก็ขายยาเสพติด ลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว เป็นผู้หญิงก็เร่ขายตัว เป็นกระหรี่ราคาถูกข้างถนน

  • เป็นของไม่มีราคา เป็นของเลหลัง มีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะคู่ของเรา มันเฮงซวย มันไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเรา มันไม่มีปัญญาปกป้องศักดิ์ศรีเรา ไม่มีปัญญาดูแลเรา ให้เราเป็นเครื่องมือ

  • ลูกผู้ชายที่ดีเขาไม่ทำกัน เขาไม่ให้เมียเที่ยวเร่ขายตัวเป็นกระหรี่ชั้นต่ำ
  • ลูกผู้ชายที่ดีเขาไม่คู่ตนเอง เดือดร้อน ลำบาก บากหน้า เที่ยวขอ กินอยู่อย่างลำบาก
  • ลูกผู้ชายที่ดี เขาจะดูแลเมียในฐานะแม่ของลูก อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แม้จนยากก็ไม่ปล่อยให้เมียตนเองทำอย่างนั้น ใครทำอย่างนั้นมันคือคนหน้าตัวเมีย มันเฮงซวย

  • เมื่อเรารู้ว่าคู่เรามันเฮงซวย มันห่วยแตก เราก็ต้องถามตนเองว่า เราจะอยู่กับมันไปเพื่ออะไร อยู่ไปเหมือนตกนรก อยู่ไปไม่เห็นอนาคต อยู่ไปมีแต่เสียกับเสีย  ชีวิตเรา เอาไปผูกไว้กับคนอื่นทั้งชาติไม่ได้ เมื่อมันหมดปัญญาดูแลเรา มันก็เป็นสิทธิของเราที่จะเอาชีวิตที่เหลือกลับคืนมา และพาตัวเดินออกมาสู่เส้นทางใหม่

  • ธรรมชาติของคนต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองจึงจะถูก เมื่อรู้ว่าอยู่กับสิ่งไม่ดี ยังทนฝืนอยุ่ต่อ เราเองก็เฮงซวย เหมือนกัน รู้ว่าเป็นขี้ ยังเอามือไปจับ มาใส่ปาก รู้ว่าเหม็นแทนที่จะเดินหนี กลับเดินสูดกลิ่นหาสิ่งนั้น  ทำเพื่ออะไร

  • ชีวิตที่ผิดพลาด เฮงซวย ไม่แก้ได้ เริ่มจากเรา เมื่อเรารู้เราก็เดินออกมาจากเส้นทางเฮงซวยนั้นเสีย แล้วหันมาเดินทางที่ถูกต้อง ความรู้ไม่มี ก็เพิ่มพูน ก็แสวงหา สร้างทางเลือกให้ตนเอง จะได้มีทางเลือกยามฉุกเฉิน

  • การใช้ชีวิต แค่ กิน ขี้ ปี้ นอน ไม่ต้องเป็นคนหรอก สัตว์ เดรัจฉานมันก็ทำได้ คนมันต้องมีมากกว่ากิน ขี้ ปี้ นอน มันต้องรู้จักวางแผนชีวิตว่าจะอยุ่อย่างไร ให้ดี ให้รอด และวางแผนข้ามรุ่นไปถึงรุ่นลุกรุ่นหลานต่อไปด้วย

การอยู่มันมีอยู่หลายอย่าง ไม่เท่ากันคือ
  • อยู่ได้ หมายถึง มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ข้าวสารกรอกหม้อ ชักหน้าไม่ถึงหลัง อยู่ไปยืมไปขอไปชีวิตไม่มีความสุข แต่ก็พออยู่ได้รอวันตายเท่านั้น
  • อยู่ดี หมายถึง มีชีวิตอยู่ในระดับที่ มีกินมีใช้ มีเงินเก็บ มีเงินเที่ยว มีเงินรักษาตนเอง มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ไม่ขัดสนอะไร อยู่ระดับกลางๆ
  • อยู่เลิศ หมายถึง มีชีวิตอยู่ อย่างไม่ลำบากอะไร มีเงินเก็บมีเงินเที่ยว มีเงินให้ลูกเรียน มีเงินเลี้ยงดูบุพการี ญาติพี่น้อง มีเงินทำนำไปลงทุน และมีเงินไหลเข้าจากการลงทุนนั้น คือ ให้เงินทำงานแทนตัวเอง มีลูกน้อง มีบริวาร เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้คนพึ่งพาได้
  • นี่คือการอยู่ มี 3 ระดับ คนส่วนมาก มีงานทำเงินเดือนหมื่นกว่าบาทก็อยากมีรถ ทั้งที่รายรับไม่พอรายจ่าย คิดยังไงมันก็เดือดร้อน เพราะติดลบ ถ้าจำเป็นจริงๆก็ ลดความต้องการลง เป็น จักรยาน ถ้าที่งานไม่ไกล หรือไกลหน่อย ก็มอเตอร์ไซค์ เราก็ไม่เดือดร้อน

  • บางคนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ พอรถจะถูกยึดกลับ ทิ้งบ้าน เอารถไว้ แทนที่จะทิ้งรถให้เขายึดไป เพราะรถผ่อนแพงกว่า รถยนต์ผ่อนเป็นหมื่น สองหมื่น แต่บ้านผ่อนระยะยาว เดือนละ 2-3 พัน
เมื่อเราทิ้งรถ เราก็ตัดรายจ่ายออกได้ เรามีบ้านอยุ่เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะมีที่ซุกหัวนอน เมื่เรามั่นคง ขยันทำงาน ขยันพัฒนาความรู้ให้ตนเอง เก็บหอมรอมริบ วันนึงข้างหน้ามันก็ฟื้นคืนได้

  • เพียงเราอย่าหยุดพัฒนาตนเอง การพัฒนาตนเอง หรือการแสวงหาความรู้ให้ตนเองอยู่เสมอ มันทำให้เราก้าวเดินอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดอยุ่กับที่ เช่น

  • เดิมเรา จบ ม.3 เราก็เรียนต่อ จนจบ ม.6 งานเรามันก็จะเปลี่ยนไปตามความรู้เรา เมื่อจบ ม.6 แล้วเราไม่หยุด เราเรียนต่อ ปวส. หรือปริญญาตรี งานเรามันก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน และทางเลือกหรือโอกาสก็เพิ่มาด้วย คือ เราสามารถไปสอบรับราชการได้ด้วย นอกจากงานเราจะสูงขึ้นแล้ว โอกาสยังสูงตามไปด้วย

  • เมื่อเรา จบ ป.ตรีแล้ว เราไหว เราก็เรียน ป.โท ป.เอก เพิ่มเติมอีก หรือเรียนวิชาชีพ ฝึกวิชาชีพ ให้สมองมีความรู้ไว้ เราก็ไม่ลำบากยามฉุกเฉิน

  • แต่หลายคน จบ ป.6 โทษพ่อโทษพ่อ โทษแม่ ไม่ส่งเรียน โทษสังคม โทษความยากจน โทษโน่นโทษนี่ แต่ดันไม่โทษตัวเอง

  • เมื่อตัวเองทำงานพอจะมีกำลังเรียนได้ ทำไมไม่เรียน กศน.เขาก็เปิดช่องตลอดเวลา ก็ไม่เอา ทำงานเงินเดือนหมื่นกว่าบาท คิดว่าตัวเองสุดยอดแล้ว ละเมอฝันหวานจะเอาบ้าน จะเอารถ แต่ไม่พัฒนาตนเอง สุดท้ายเลยกลายเป็น คนเฮงซวย ห่วยแตก ที่ใครอยู่ใกล้ ใครได้เป็นคู่ ใครได้เป็นลูกเป็นเมีย ก็ห่วยแตกตามไปด้วย เพราะ มันได้คนเฮงซวยเป็นคู่ และเมื่อเรารู้แล้ว ว่าอยู่กับคนเฮงซวย เราไม่เดินออกมาอีก เรามันก็คนเฮงซวยเหมือนกันกับมัน













วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

กศน.ความสำเร็จบนความล้มเหลว



กศน.หรือการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐาน
เป็นทางเลือกหลัก หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย หรือโอกาสสุดท้ายทางการศึกษา
สำหรับประชาชนทั่วไปที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และสำหรับเรียนนักศึกษา ที่ถูกผลักดันโดยครู หรือโดยโรงเรียนในระบบ ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ

  • กศน.จึงเปรียบเสมือน ฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตจริงสำหรับคนไทย เพราะถ้าเราจบ มัยมต้นจากโรงเรียน ในระบบมา แต่ถูกผลักดันให้ออกจากโรงเรียน ในชั้น มัธยมปลาย ชีวิตการศึกษาเราก็จะขาดช่วงทันที


นั่นหมายถึงว่าเราไม่มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ในระดับที่สูงขึ้นหรือระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยได้เลย เพราะความรู้เราขาดตอน ขาดช่วง มัยมศึกษาตอนปลายหรือ ม.6

  • ดังนั้น กศน.จึงเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้เราได้มีโอกาส ต่อยอดทางการศึกษา ได้ต่อยอดทางชีวิตหน้าที่การงาน ให้สูงขึ้นได้ เปรียบเสมือนเป็นการ อัพเลเวลทางสังคมของตนเองให้สูงขึ้นนั่นเอง


การศึกษา ทำให้คนเรา เท่าเทียมกัน หรืออาจทำให้คนเราต่างกันก็ได้ในขณะเดียวกัน กล่าวคือ ถ้ามีเราการศึกษาเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้สถานะทางสังคมของเราแต่ละคนไม่ห่าง หรือแตกต่างกันมากนัก

  • เมื่อเรามีการศึกษาไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เรามีความเหลื่อมล้ำกันทางสังคมตามไปด้วย เช่น

ถ้าเราจบการศึกษาในระดับที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้เรา ทำงานที่แตกต่างกันตามไปด้วย เมื่องานมีลักษณะต่างกัน ก็จะทำให้รายได้ของคนเราแตกต่างกัน เมื่อรายได้แตกต่างกัน ก็จะส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือกินดีอยู่ดีแตกต่างกัน หรือความมั่นคงในชีวิตแตกต่างกันตามไปด้วย
  • ด้วยเหตุนี้การศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต และจำเป็นในทางสังคม การที่ประชาชาติมีการศึกษาสูงขึ้นก็จะหมายถึง พลเมืองในชาตินั้น ถูกยกระดับขึ้นให้เป็นสังคมของชนชั้นกลาง

หมายถึงสังคมของชนชั้นที่มีการศึกษา และมีรายได้ในระดับที่ดูแลตนเองและครอบครัวได้โดยไม่เดือดร้อน


นักศึกษา กศน.กำลังรอเข้าห้องสอบตามสนามสอบต่างๆของ ศูนย์ กศน.

 การที่ กศน.เปิดโอกาสทางการศึกษาทางเลือกขึ้นมา จึงเป็นคุณูปการอย่างมากมายต่อสังคม
ความสำเร็จของ กศน.อาจวัดได้จาก


  1. ตัวเลขผู้ที่มาสมัครเรียนในแต่ละปี
  2. ลดตัวเลขของที่อ่านหนังสือไม่ออก และตัวเลขของผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้กับสังคม
  3. เพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือก ให้ประชาชนได้มีโอกาสต่อยอดทางศึกษา
  4. สร้างแรงงานให้มีคุณภาพในระดีบที่สูงขึ้น ป้อนคืนสู่ตลาดแรงงาน
  5. เป็นก้าวแรกที่จะผลักดันให้ประชาชนเดินไปสู่ความสำเร็จทางการศึกษา และต่อยอดทางการศึกษา และความมั่นคงด้านอาชีพให้กับประชาชน
  6. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในแต่ละปี
  7. ยกระดับและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลง

การศึกษานอกระบบปัจจุบันได้แบ่งวิธีการเรียนออกเป็น 2 แนวทางหลักดังนี้

  1. การศึกษาทางไกล เป็นการเรียนรู้โดยผู้ที่สมัครเข้าเรียน ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียน โดยที่ กศน.จะอำนวยความสะดวก ด้านสื่อการศึกษาในรูปแบบต่างๆให้ รวมถึง ติดต่อประสานงานกับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด เช่นการแจ้งข่าวต่างๆ ปฏิทินการศึกษา แจ้งข่าวความเคลื่อนไหวในแต่ละภาคเรียน รวมไปถึงแจ้งข่าวการ ลงทะเบียนเรียน แจ้งผลคะแนน และอื่น โดยที่ผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สถาบันทางไกลศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนศูนย์ท้องฟ้าจำลอง
  2. การศึกษาแบบพบกลุ่ม โดยที่นักศึกษาต้องเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มต่างๆตามที่ทาง กศน.ได้จัดขึ้นและกำหนดให้นักศึกษาต้องเข้าร่วม โดยที่ กศน.ยังคงอำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาเช่นเดิม

  • ดังนั้นนักศึกษาที่ต้องการจะเข้าเรียน จึงมีโอกาส มีทางเลือกตามความถนัด เวลา ที่ตนเองสามารถบริหารจัดการได้ นักศึกษาสามารถเลือกเรียน ระบบใดระบบหนึ่งให้ตรงกับความสะดวกของตนเองได้

เมื่อนักศึกษาได้ผ่านกระบวนการการเรียนรู้ตามหลักสูตรต่างๆของกศน.แล้ว นักศึกษาจะได้วุฒิการศึกษา ตามช่วงชั้นที่ตนเองสมัครเรียนและสอบผ่าน รวมถึง ผ่านชั่วโมงกิจกรรม เข้าร่วมสัมมนาตามกระบวนการ หลักสูตรที่ กศน.จัดขึ้น

วุฒิบัติจาก กศน. มีศักดิ์และสิทธิ ทางการศึกษาสมบูรณ์ เหมือนเช่น กับผู้ที่จบการศึกษาในระบบทุกประการ




การที่ตัวเลขผู้สมัครเรียน กับ กศน.ในแต่ละปีเพิ่มมากขึ้น มองได้ 2 แนวทาง

  1. ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของ กศน. ตรงเป้าหมาย ตรงกับความต้องการ หรือสนองตอบความต้องการของประชาชน
  2.  เป็นความล้มเหลว ของการจัดการศึกษาในระบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวเลขผู้สมัครเรียนมากมายในแต่ละปีของ กศน. ส่วนหนึ่งมาจาก เด็กที่ถูกผลักให้ออกจากโรงเรียน ภาคปกติ หรือในระบบ หมายถึง เด็กพวกนี้ ถูกปฏิเสธจากโรงเรียนภาคปกติ ในระบบ หรือ โรงเรียนในระบบ ไม่สามารถพาเด็กเหล่านี้ไปสู่ฝั่งฝันได้

จึงผลักเด็กออกมาเผชิญชะตากรรมตามลำพังในสังคม โดยที่โรงเรียนไม่สนใจผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอนาคตของเด็ก ว่าจะมีชะตาชีวิตอย่างไร ทั้งที่ โรงเรียนปกติ หรือครู สามารถจะยื้อให้เด็กอยู่ต่อ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ จนจบชั้นนั้นๆได้ หรือจัดสรรห้องพิเศา สำหรับเด็กที่มีพลังให้เรียนเฉพาะกลุ่มได้ แต่โรงเรียนปกติก็ไม่ได้กระทำสิ่งนั้น

  • นทางตรงกันข้าม เด็กที่ถูกผลักออกจากโรงเรียนปกติในระบบ กลับมีผลการเรียนดี มีกิจกรรมเด่นใน กระบวนการศึกษาทางเลือกตามแบบ กศน.


ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของ กศน.จึงเปรียบเสมือน ความล้มของภาครัฐในการจัดการศึกษาในระบบไปด้วย เป็นเช่นเดียวกัน


กลุ่มสาระการเรียนรู้ของ กศน.5 กลุ่ม

  1.  สาระทักษะการเรียนรู้
  2. สาระความรู้พื้นฐาน
  3. สาระการประกอบอาชีพ
  4. สาระทักษะการดำเนินชีวิต
  5. สาระการพัฒนาสังคม
โครงสร้างหลักสูตร ของ กศน.

  • ระดับมัธยมต้น  (ม.3 )
  • ต้องสอบผ่านตามหลักสูตร จำนวน 56 หน่วยกิต
  • แยกเป็นวิชาบังคับ 40 หน่วยกิต
  • วิชาเลือก               16 หน่วยกิต


  • ระดับมัยมศึกษาตอนปลาย ( ม.6 )
  • ต้องสอบผ่านตามหลักสูตรครบ 76 หน่วยกิต
  • กลุ่มวิชาบังคับรวม 44 หน่วยกิต
  • กลุ่มวิชาเลือกจำนวน 32 หน่วยกิต

  • นอกจากนี้นักศึกษาของ กศน.ทุกระดับต้องร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ( กพช.) รวม 200 ชั่วโมง
หรือทำกิจกรรม กพช.ด้วยตนเองไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง

เมื่อนักศึกษาสอบได้หน่วยกิตครบ ชั่วโมงกิจกรรมครบ นักศึกษาที่จะจบต้องร่วมสัมมนา และสอบ N -NET ด้วย จึงจะถือว่า นักศึกษาได้จบการเรียนของหลักสูตร กศน.อย่างสมบูรณ์





อนึง จุดบกพร่องของ กศน.ที่สมควรจะได้รับการแก้ไขคือ


  • การจัดปฏิทินการศึกษาที่ไม่ชัดเจน เช่นรายวิชาที่จะเรียนในแต่ละภาคการศึกษา และตารางสอบล่วงหน้า ในรายวิชานั้นๆ ซึ่งทาง กศน น่าจะมีการกำหนดล่วงหน้าให้นักศึกษา สามารถบริหารเวลาจัดการตัวเองก่อนลงทะเบียนได้



  • ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการสอบซ้ำซ้อน ในรายวิชา ซึ่งจะมีปัญหากับนักศึกษา 

จริงอยู่แม้ทาง กศน.จะเปิดโอกาสให้นักศึกษา ยื่นคำร้องขอสอบเป็นกรณีพิเศษ ในวันเดียวกันได้ แต่ในความเป็นจริง กรรมการคุมสอบ ไม่สามารถขยายเวลาสอบ เป็นกรณีพิเศษ ออกไปให้นักศึกษาได้ หากแต่ใช้เวลาสอบเดียวกันกับเวลาที่สอบจริง

ทำให้นักศึกษามีปัญหาในการทำข้อสอบไม่แล้วเสร็จ ส่งผลต่อการสอบ และการขอจบการศึกษาได้ ซึ่ง ทางกศน.ต้องจัดการแก้ไขปัญหานี้ ให้หมดไปอย่างเร่งด่วน

 กังวาล ทองเนตร รัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง



วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

นักรบหุ่นยนต์


ข้าคือไอ้ยักษ์เหล็ก ข้ากำลังเตรียมตัวจะไปรบกับ ไอ้โดราเอม่อน







วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

แก๊งมีสี


ผู้พันบาบิโลน


พวกเราคือเหล่าแก๊งมีสี
พวกเรามีสี มีพวก ชอบเบ่ง ชอบอวดอ้างสีสัน ของตนเอง


พลทหาร จ้อย

ข้ากำลังเรียนรู้การใช้สี อวดเบ่ง แข่งบารมีกับผู้อื่น

นายพล ธันเดอร์



ข้าคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้สี เบ่งขู่ศัตรู ให้เกรงกลัว ( ถ้ามันไม่กลัวข้าก็จ๋อย)

ผู้หมวดสายลม

ข้าคือผู้หมวดสายลม งานหลักของข้าคือ ซุ่มโจมตี ศัตรู ข้าอยู่ทุกที่ ที่มีศัตรู บางทีเจ้าอาจ ต้องเจอกับข้า


ผู้พันนอยด์

ข้าคือผู้สั่งการชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องชั่วดีทุกกรณี เรื่องสั่งลูกน้องไปตาย ไปหาผลประโยชน์มาให้ข้า เป็นงานถนัดของข้า ข้านี่แหละผู้ได้รับฉายาว่า นอยด์ซากศพ


แก๊งปราบพวกมีสี

พวกเราคือนักปราบแก๊งมีสี ไม่ว่าพวกมันจะสีไหน เป็นหัวหน้า ระดับนายพล นายพัน มันก็ไม่พ้น อาวุธของพวกข้าไปได้  วันนี้เราปราบแก๊งมีสีได้อย่างราบคาบ และเราจะได้เมนูใหม่ ลาบมีสีอร่อยเหาะแน่ เย้ๆๆ