วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ระบบปรีดีกรีที่รามกับโครงสร้างใหม่โอกาสหรือกับดัก


pre degreeกับระบบใหม่ที่ราม กับดักหรือโอกาส

  • ามที่พี่ก้องได้เคยแนะนำให้น้องๆที่จบ ม.3 มาแล้ว ให้ไปสมัครเรียนระบบ pre-degree ที่ราม เพราะจะทำให้ ย่นระยะเวลาในการเรียน ป.ตรีได้


  • บัดนี้ ทาง รามได้แก้ไขหลักสูตรโครงสร้างใหม่ ส่งผลกระทบมากมายกับคนเรียนปรีดีกรี และทางรามไม่มีมาตรการเยียวยา นักศึกษาปรีดีกรีเลยแม้แต่น้อย 


กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาใหม่ โดยไม่มีแนวทางแก้ไขเยียวยานักศึกษา นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบเลย  โดยเฉพาะนักศึกษาปรีดีกรี  เช่น  นักศึกษาปรีดีกรี ที่เข้าสมัครเรียนตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาซึ่งตอนนั้นกำลังเรียน  ม.4 และจบ ม.6 ในต้นปี 61 ซึ่งจะต้องลาออกจากระบบ ปรีดีกรีก่อนแล้วนำวุฒิ ม.6 ไปสมัครเป็นนักศึกษาใหม่ระบบปกติ และ ทำการเทียบโอนหน่วยกิต ที่สอบได้ตั้งแต่สมัยเรียน ปรีดีกรี  ซึ่งปกติจะเทียบโอนได้ทั้งหมด เพราะ เรียนที่ราม

แต่ปัจจุบัน จะเทียบโอนได้เพียงบางส่วนที่ตรงกับหลักสูตรใหม่เท่านั้น

  • เช่น นาย เอ สอบไล่ได้ 80 หน่วยกิต ตอนเรียน ปรีดีกรี พอนายเอจบ ม.6 เมื่อผ่านขั้นตอนลาออกและสมัครใหม่แล้ว  นายเออาจจะเทียบโอนหน่วยกิตได้ เพียง 40 หน่วยกิต ต้อง เสียไปถึง 40 หน่วยกิต

ทั้งที่ นายเอ เลือกเรียนตามหลักสูตรโครงสร้างของมหาลัยทุกประการในขณะนั้น

  • นายเอเสียทั้งเวลาเรียน สอบ เงินค่าลงทะเบียนหน่วยกิตละ 50 บาท ทิ้งฟรีๆโดยที่มหาลัยไม่หามาตรการแก้ไขเยียวยาเลย  เป็นเหมือนการลอยแพนักศึกษาระบบปรีดีกรี โดยสิ้นเชิงโดยไม่รับผิดชอบ


  • แล้วอย่างนี้ จะมีระบบปรีดีกรีไปเพื่ออะไร  และจะเสียเงินเรียนปรีดีกรีแพงกว่าไปเพื่ออะไร  ในเมื่อเรียนแล้ว ต้องไปวัดดวงกับมหาวิทยาลัย ตอนไปเทียบโอน แล้วแต่บุญแต่กรรม


  • และทาง ม.ราม แจ้งอีกว่า จะ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักสูตรทุก 5 ปี  หมายความว่า


เด็กที่เรียน ม.ปลาย จะเรียนทันหลักสูตร 1 คน และเสียประโยขน์ 1 คน 


ตัวอย่าง

ระบบใหม่ราม เริ่มต้น ปี 2560  ครบ 5 ปี จะมีการเปลี่ยนหลักสูตร เมื่อ 2565
ดังนั้น เด็กที่เรียน จบ ม.3 และกำลังเรียนชั้น ม.4 ในปี 2560 เมื่อไปสมัครปรีดีกรีราม เขาจะจบ ม.ปลายเมื่อต้นปี 2564  จะสามารถเทียบโอนได้หมด  นับเป็น 1 รุ่น


แต่รุ่นที่ 2 จบ ม.3 ต้นปี64และเริ่มเรียน ม.4  จะไปจบ ม.6 เมื่อต้นปี 2567  ซึ่ง เลยกำหนด 5 ปีของ ม.ราม ที่ต้องปรับหลักสูตรใหม่ ในปี 2566  

  • ดังนั้นเด็กรุ่นนี้ จะเรียนหลักสูตรเก่าราม 2 ปี  และเรียนหลักสูตรปรับใหม่ 1 ปี จึงจะจบ ม.6


  • นั่นหมายความว่า เด็กรุ่นนี้ต้องไปเสี่ยงโชคเอากับรามว่า หลักสูตรเก่าที่เรียนมาตั้งสองปี จะเทียบโอนได้กี่หน่วยกิต


และจะกลายเป็นทศนิยมไม่รู้จบไปอย่างนี้ ทุก 5 ปี เพราะจะมีเด็กจบ ตามหลักสูตรเก่า 1 รุ่น และ ลูกครึ่ง 1 รุ่น  โดยที่ทางมหาลัยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบนี้เลย


  • การที่รามอ้างว่า ต้องปรับเปลี่ยน ทุก 5 ปีตามนโยบายเบื้องบน จึงฟังไม่ขึ้น


เพราะการปรับเปลี่ยนหลักสูตร เป็นคนละกรณี กับความรับผิดชอบต่อนักศึกษาในระบบปรีดีกรี ของตนเอง


ทั้งที่ ม.ราม สามารถดำเนินมาตรการเยียวยานี้ได้ โดย

  1. แจ้งนักศึกษาในขณะลงทะเบียนว่า กระบวนวิชาใดบ้างที่ลงทะเบียนแล้วจะเทียบโอนได้หรือไม่ได้ซึ่งก็อาจ ยาก เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ว่าหลักสูตรใหม่ในอีก 5 ปีจะมีอะไรบ้างง
  2. ใช้มาตรการเยียวยา ให้นักศึกษาสามารถนำใบเสร็จลงทะเบียน หรือทรานสคริปต์ ที่ยังไม่จบ ที่มีผลสอบไล่ได้ A,B,C,D ไปขอรับเงินค่าลงทะเบียนพร้อมค่าธรรมเนียมคืนได้โดยไม่มีเงื่อนไข
  • แต่ทางรามก็มิได้ดำเนินการใดๆ หากแต่ปล่อยให้นักศึกษา เผชิญชะตากรรมที่รามสร้างให้ตามลำพัง
โดยไม่ดูดำดูแดงเด็กของตัวเอง เป็นเหมือนการลอยแพเด็ก ที่เข้าเรียนในระบบ ปรีดีกรี โดยไม่ต้องสงสัยเลย

  • อนึ่ง  การที่ทางราม ตัดการติดต่อระหว่างมหาลัยกับนักศึกษา โดยไม่ส่งข่าวรามให้ เป็นการเสียหายอย่างยิ่ง  ทั้งที่ นักศึกษารามทุกตนทุกระบบ ได้จ่าค่าสมาชิก ข่าวรามคนละ 100 บาททุกคน ทุกปี แต่ทางรามไม่ได้จัดส่งเอกสารข่าวรามให้เลย


ในข่าวราม มีการแจ้งความเคลื่อนไหวมหาลัย  ปฏิทินการศึกษา และ การแจ้ง ม.ร.30 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนราม  เพราะ ม.ร.30 บอก วิชาที่เปิดเรียน  สถานที่เรียน เวลาเรียน  วันเวลาสอบ ล่วงหน้า  ให้นักศึกษาได้วางแผนจัดการตัวเองให้ตรงตามความเหมาะสมกับตัวเอง

เพราะนักศึกษาราม เป็นส่วนใหญ่ ทำงานควบคู่กับการเรียนไปด้วย  ช่องทางที่สะดวกที่สุดจึงเป็นข่าวราม เพราะเป็นมาตรฐาน เดียวกันทั้งหมดในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศจากราม

  • เมื่อราม งดส่งเอกสารข่าวราม แล้วย้ายสารสนเทศไปทางสื่ออิเลกทรอนิกส์อย่างเดียว  จึงเป็นการตัดทางเลือกนักศึกษาให้เหลือน้อยลง  เพราะพื้นฐานนักศึกษาทุกคนไม่เท่ากัน การเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากัน จึงควรสร้างทางเลือกใหม่ๆ และรักษาทางเลือกที่ดีอยู่แล้วไว้ด้วย


  • พี่ก้องในฐานะลูกพ่อขุนคนนึง  และเป็นผู้ที่นำข่าวมาแนะนำน้องๆให้ไปเรียนระบบ ปรีดีกรี  จึงรับไม่ได้ กับการปล่อยลอยแพ น้องๆ แบบนี้

ทางรามต้องมีคำตอบที่พอใจ และหามาตรการแก้ไขให้โดยด่วน

และพี่ก้องแนะนำให้น้องๆ ที่เสียประโยชน์ รวมตัวกัน เรียกร้อง ขอรับการเยียวยานี้จากรามให้ได้  ตาม
มาตรา 42 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ.2542

  • เมื่อไม่ได้รับการเยียวยา หรือไม่ได้รับคำตอบ หรือไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการล่าช้าเกินสมควร
  • พี่ก้องแนะนำให้ฟ้องร้อง  ม.ราม และสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ต่อศาลปกครอง เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของเรา

เราคือปัญญาชน  อย่าให้ใคร เอารัดเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม
และโดยเฉพาะ รามคำแหง คือสถาบันการศึกษาที่ทรงเกียรติ ที่เราเคารพและยึดมั่น เราจึงมุ่งหน้าไปเรียนที่นั่น  อย่าให้บุคคลใด คณะใด มาทำลายชื่อเสียงสถาบัน พ่อขุนของเราอย่างเด็ดขาด


กังวาล ทองเนตร  คณะรัฐศาสตร์ เอกการปกครองมหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

เทรดหุ้นอย่างไรให้รวย



กระดานทิกเกอร์หรือกระดานแสดงความเคลื่อนไหวหุ้นแบบเรียลไทม์ในสตรีมมิ่ง

เทรดหุ้นอย่างไรให้รวย

  • ถ้าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่า อย่าให้เสีย แต่ถ้าจะถามว่าแล้วเทรดอย่างไรไม่ให้เสีย ก็ต้องตอบว่า นั่นแหละคือปัญหาที่เราจะคุยกัน

  • การเทรด หรือ ซื้อ - ขาย หุ้น ปัจจุบันนี้สามารถทำได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งการเปิดพอร์ทเล่นหุ้น และการเทรดหุ้น โดยเราสามารถเทรดหุ้นอยู่ที่ใดก็ได้ ถ้ามีคอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน และมีเน็ต เราก็สามารถเทรดหุ้นทุกสถานที่

  • การที่เราจะเทรดหุ้น สิ่งแรกที่เราจะมีคือ พอร์ทเล่นหุ้น เราสามารถไปเปิดพอร์ทเล่นหุ้นได้ที่โบรกเกอร์ ที่ได้รับอนุญาต ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว  เปิดพอร์ทหุ้นออนไลน์>>>>>>>> คลิกที่นี่  <<<<<<<
  • หรือเราจะไปเปิดพอร์ทด้วยตัวเองตามโบรกเกอร์ต่างๆ  ท่านใดมีเวลาผมแนะนำให้ไปเปิดด้วยตนเองจะดีกว่า จะได้ พูดคุยซักถาม กับทางเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจ ใช้เวลาไม่นานในการกรอกเอกสาร 

และไม่ต้องใช้เงินสดแม้สลึงเดียวในการเปิดพอร์ทหุ้น  เมื่อพอร์ทเราได้รับอนุมัติ เราจึงเติมเงินเข้าไปในพอร์ท (ย้ำว่าเติมเงินเข้าพอร์ทนะครับ ไม่ใช่ธนาคาร )

ขั้นตอนการเปิดพอร์ทเตรียมเอกสารดังนี้
  1. สำเนาบัตรประชาชน 3 ใบ
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3ใบ
  3. สำเนาธนาคารที่เราจะโอนเงินเข้า -ออก จากพอร์ทหุ้น
นำเอกสารดังกล่าวที่เซ็นชื่อรับรองและสำเนาถูกต้อง ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ที่สำนักงานของโบรกเกอร์ หรือที่ธนาคาร กรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพานิชย์ เป็นต้น โดยแจ้งความจำนงกับเจ้าหน้าที่ว่าเราต้องการเปิดพอร์ทหุ้น 

เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้และให้เรากรอกเอกสาร จากนั้นก็รออนุมัติ ไม่เกิน 1-2สัปดาห์ หรือเร็วกว่า ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์

  • พอร์ทที่เราจะเปิดสำหรับรายย่อยทั่วไปเป็นบัญชีแบบ cash balance หรือบัญชีเงินสด

เมื่อเราได้รับการอนุมัติแล้ว ทางโบรกเกอร์จะแจ้งเลขบัญชีพอร์ทเรา และรหัสล็อกอินชั่วคราว เมื่อเราได้รับแล้วให้เข้าไปตั้ังค่า เปลี่ยนรหัสล็อกอินใหม่  และตั้งรหัส พิน (pin) เพื่อใช้ยืนยันคำสั่งซื้อ-ขายหุ้น
จากนั้นก็เติมเงินเข้าไปยังเลขบัญชีพอร์ทหุ้น  ขั้นต่ำ 5,000 บาท เพื่อทำการซื้อขายหุ้น





  • บัญชีแบบ cash balance นี้ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คล้ายกับ เราใช้โทรศัพท์ แบบเติมเงิน หมายถึงเราเติมเงินเท่าใดก็สามารถโทรได้เท่านั้น เงินหมดก็เติมใหม่


เช่นเดียวกัน cash balance สามารถเทรดหุ้นได้ตามจำนวนเงินในพอร์ทที่เรามี ไม่สามารถเทรดเกินวงเงินที่มีได้

การเทรดหุ้น
สิ่งจำเป็นที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ เครื่องมือ ในการเทรด ในการวิเคราะห์ ทิศทางแนวโน้ม ศัพท์เฉพาะ ศัพท์เทคนิคต่าง เราจำเป็นต้องเรียนรู้

เมื่อเรามีพอร์ทแล้ว ให้เราแอดหุ้นเข้ามาในพอร์ทเรา เลือกหุ้นที่เราชอบ เราคิดว่าจะสร้างกำไรให้เราได้ เข้ามาไว้ในพอร์ท

เมื่อเราเลือกเข้ามาแล้ว ให้คลิกที่คำว่า market บนสตรีมมิ่ง จากให้คลิกที่ ชื่อหุ้นตัวนั้นจะขึ้นเมนูคำสั่งซื้อ-ขายขึ้นมา ตามรูปด้านล่าง
ชุดเมนูคำสั่งซื้อขายบนโปรแกรมสตรีมมิ่ง

จากภาพ


  • แท็ป volume ทั้งฝั่งซ้ายและขวา คือ ปริมาณหุ้นที่ต้องการซื้อต้องการขาย
  • แท็ป Bids หมายถึงฝั่งต้องการซื้อ คือยังไม่มีหุ้นในมือโดยจะมีราคาไล่จากแพงสุดลงมาหาต่ำสุด เช่น 2.94 2.92 2.90 ดังนั้นเมื่อเราต้องการหุ้นตัวนี้ที่ราคาใด ก็ต้องตั้งราคา ซื้อตามที่เราคิดว่ามันจะลงมาถึง
  • แท็ป offers หมายถึงฝั่งต้องการจะขายหุ้น คือมีหุ้นในมือแล้ว ก็จะไล่ราคาจากช่องบนสุดคือ ต่ำสุด ไปหาแพงสุด  เมื่อเราต้องการขายแพงก็ตั้งราคาตามแต่ละช่อง และรอคิวจนกว่าจะถึงคิวเรา ก็จะแมทขึ้นโชว์ด้านล่างเมนูนี้
  • นอกจากนี้คนที่ไม่ต้องการรอคิว ก็สามารถ โดยนซ้ายหรือโยนขวาได้เลย อาทิ คนที่ยังไม่มีหุ้นในมือ แต่อยากได้หุ้นตัวนั้นทันที ก็สามารถตั้งคำสั่งซื้อ จำนวนหุ้นที่ต้องการซื้อ แล้ว โยนราคาฝั่งขวา ด้านบนหรือราคา ออฟเฟอร์ได้เลย เราก็จะได้หุ้นตัวนั้น
  • หรือเรามีหุ้นแล้ว ต้องการขายแต่ไม่อยากรอคิว ก็สามารถตั้งคำสั่งขาย และโยนซ้ายหรือใส่ราคา bids ได้เลย เช่นกัน
  • เมื่อฝั่งซ้ายมีการเคลื่อนไหวมากก็หมายถึงหุ้นตัวนั้น กำลังตก หรือราคาตก 
  • เมื่อฝั่งขวาเคลื่อนไหวมาก หมายความว่าหุ้นตัวนั้นกำลังราคาขึ้นหรือหุ้นขึ้นนั่นเอง
กราฟเทคนิคจับทิศทางหุ้นแต่ละตัว


ในกราฟจะประกอบด้วย แท่งราคา เรียกอีกอย่างว่าแท่งเทียน 

  • แท่งราคานี้ ถ้าเราตั้งสเกลไทม์เฟรมเป็น day แต่ละแท่งจะมีค่าเป็นหนึ่งวันตามไปด้วย
  • ถ้าเราตั้งไทม์เฟรม เป็น week month year แท่งเทียนนั้นจะเปลี่ยนค่าไปตามสเกลไทม์เฟรมที่เราตั้ง ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้กราฟวัดอะไร
  • นอกจากนี้ยังมีอินดิเคเตอร์ ชุดต่างๆเพื่อใช้จับสัญญาณเทคนิค ซึ่งแต่ละชุดก็จะมีการใช้ที่แตกต่างกัน และมีหลักการ มีค่า เป็นตัวเลขเฉพาะตามผู้ที่คิดค้น

นอกจากนี้ยังมีส่วนละเอียดยิบย่อยอีกมากมายที่เราจะต้องใช้เวลาเรียนรู้ทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน

  • การเทรดหุ้นไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกคน นอกจากจะต้องมีทุน มีความรู้แล้วเรายังต้องผ่านด่านวัดใจให้ได้ ซึ่งนักลงทุนทุกคนที่เดินเข้าสู่ตลาดหุ้นจะต้องเจอ คือ ด่านวัดใจ ที่เวลาเสียมากๆแล้วรับความเสี่ยงได้หรือไม่ หรือเวลาได้และเหลิงหรือไม่

นอกจากนี้เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ที่เราเสียเพราะอะไร ที่เราได้เพราะอะไร

เราสามารถเทรดหุ้นมั่วๆก็ได้เงินได้ เช่น เราเห็นทิกเอกร์ เขียวแล้วเราวิ่งตาม ก็อาจได้เงิน ถ้าหุ้นตัวนั้น กำลังจะขึ้น แต่เราไม่ทราบสาเหตุว่าเราได้เพราะอะไร

หรือเราเห็นหุ้นเขียวเราวิ่งตามอีก แต่เราเสีย เราก็ให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าเสียเพราะอะไร เพราะเราวิ่งตามหุ้นเขียวอย่างเดียว แต่ไม่รู้ว่า เขียวอยู่ตรงจุดไหน ระหว่างกำลังขาขึ้นหรือขึ้นจนหมดรอบแล้ว นี่คือวิธีมั่ว จะได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่มีคำตอบให้ตนเองว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

  • ตรงกันข้ามกับคนที่มีความรู้เรื่องหุ้นตัวนั้นอย่างดี ศึกษาจนรอบด้าน ก็อาจมีได้ มีเสียเหมือนกัน
แต่คนกลุ่มนี้รู้ว่าเพราะอะไร และวางเป้าหมายอย่างไร สั้นหรือยาว

  • นตลาดหุ้นไม่มีผู้ใดเก่งที่สุด เพราะแม้แต่เจ้าของบริษัทหุ้น ก็ไม่สามารถรักษาหุ้นตัวเองไม่ให้เจ๊งได้  คนที่ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้น คือผู้ที่ ไม่ประมาท รู้ว่าเวลาใดควรสู้ เวลาใดควรถอย อย่าดื้อแพ่ง  เพราะถ้าหุ้นมันผิดทางเราต้องตัดขายขาดทุนทันที แล้วไปหากินตัวใหม่ อย่าปล่อยให้ทุนหายเยอะ  แต่ก็ไม่ใช่ตัดมั่วซั่วโดยไม่มีหลักการ เช่น  ซื้อหุ้นราคา 2 บาท พอลงมา 1.99 ก็ตัดขายเสียแล้ว

  • หุ้นทุกตัว ต้องมีเหวี่ยง ทั้งเหวี่ยงขึ้น เหวี่ยงลง เสมอ จะไม่มีลงอย่างเดียว ขึ้นอย่างเดียว  เพราะราคาเหวี่ยง ก็คือ นักลงทุน เทซื้อ เทขายนั่นเอง สิ่งสำคัญของหุ้น มิใช่ราคาหน้ากระดานอย่างเดียว แต่คือตัวหุ้น เป็นสำคัญ หมายถึง ฐานธุรกิจ ผลประกอบการ อำนาจการแข่งขัน นั่นคือตัวชี้วัดหุ้นตัวนั้น

  • ถ้าฐานดี ผลประกอบการเติบดีสม่ำเสมอ ต่อให้ราคาลง ก็จะขึ้นมายังฐานเดิม
  • หรือ ถ้าฐานไม่ดี ผลประกอบการติดลบ ต่อให้ราคาวิ่งขึ้นสุดท้ายก็จะดิ่งลงมายังฐานความเป็นจริงเหมือนเดิม


ขึ้นอยู่กับเราว่าต้องการเทรดหุ้นที่ไม่มีพื้นบานแต่ราคาวิ่งดีระยะสั้นๆ
หรือต้องการเทรดหุ้นพื้นฐานดี แต่ราคาอาจไม่วิ่งมากนัก  อยู่ที่จริตแต่ละคน


  • เล่นหุ้น เราเล่นกับเงินก้อนใหญ่  แม้จะเรียกติดปากว่าเล่น  แต่เสียจริง ย่อยยับจริง
  • การเทรดหุ้นไม่ยากแค่ซื้อและขาย  แต่ที่ยากคือเทรดหุ้นตัวไหนจึงจะสร้างความมั่งคั่งให้กับเรา นั่นต่างหากที่ทุกคนที่จะเดินเข้าตลาดต้องเตรียมตัวและศึกษาหาความรู้



  • ในตลาดหุ้น มีความรู้ใหม่ๆให้เราทุกนาที
  • ในตลาดหุ้น เป็นทั้งขุมทรัพย์ และ สุสานในขณะเดียวกัน
  • ในตลาดหุ้นมีผู้แพ้และผู้ชนะในขณะเดียวกันเสมอ
  • ในตลาดหุ้นมีทุกโอกาสที่เราอยากแสวงหาให้ตัวเอง และทุกโอกาสนั้นมีความเสี่ยงควบคู่กันเสมอ
  • ในตลาดหุ้น มีทั้งเสียงร้องไห้ และเสียงหัวเราะดีใจเสมอระคนปนเปไป
  • ในตลาดหุ้นทำให้คนรวยยากจนได้ในเวลาไม่นาน และให้คนยากจนร่ำรวยได้ในเวลาไม่นานเช่นกัน
  • ในตลาดหุ้นคือสถานที่ที่มีความเท่าเทียมที่สุด โดยไม่แบ่งแยกฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล
  • ในตลาดหุ้นไม่มีคนเก่งที่สุดและแย่ที่สุด
  • ในตลาดหุ้นเป็นทั้งที่ชุบตัว เป็นทั้งที่แสวงหาฝัน และดินแดนสิ้นหวังในที่เดียวกัน
  • ก่อนเข้าตลาดหุ้นเราต้องรู้ก่อนว่า ที่นั่นคืออะไร เขาทำอะไร เขาสู้กันด้วยอะไร และถ้าเราอยากเข้าไปก็ต้องศึกษาเรื่องเหล่านั้นให้ถ่องแท้ชัดเจน อย่าปิดตาเดินเข้าไป แล้วเราจะมีที่ยืนได้ แม้จะไม่ชนะที่หนึ่ง เราก็พอมีที่ยืนหายใจได้







วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อยู่กับคนเฮงซวยเราก็เฮงซวยไปด้วย


ชีวิตคนเรานั้นจะรุ่งโรจน์ หรือรุ่งริ่งมันมีปัจจัยอยู่ 2 อย่าง
  1. คือตัวเราเอง ดูว่าตัวเราเองทำตัวอย่างไร รักดีใฝ่ดี หรือรักชั่วใฝ่ต่ำ เราหาอะไรให้ตัวเราเองเราหาเรื่อง หานี้ หาคุกตะราง หาเรื่องเดือดร้อน คบคนชั่ว คบคนพาล หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เกลียดงานหนัก รักงานเบา หรือใช้จ่ายเกินตัว เป็นต้น
  2. ดูว่าเราอยู่กับใคร เช่นเรามีชีวิตคู่ คู่ของเราห่วยแตก สำมะเลเทเมา ไม่รู้จักวางแผนชีวิตระยะยาว ทำมาหากินไปวันๆ หามาได้ก็กิน เที่ยวสนุกสนานหมดไป ไม่มีแก่นสาร ชีวิตรู้ว่ารายได้ไม่พอรายจ่าย ก็ยังไม่ดิ้นรน หรือไม่ตัดความโลภ ความอยากได้ใคร่ดี ที่เกินกำลังตนเองออกไป ไม่รู้จักวิธีการหาเงินที่สุจริต ไม่รู้จักหาความรู้ใส่ตนเอง ไม่พัฒนาตนเอง พอใจในความเป็นอยู่นั้น แต่พฤติกรรมกลับสวนทางกับรายได้ ไม่มีปัญญาดูแลคู่ตนเองให้อยู่ดี มีสุขได้ แต่ทะลึ่งอยากมีคู่ คนจำพวกนี้คือ คนห่วยแตก คนเฮงซวย
  • ถ้าเราอยู่กับคนเฮงซวยเหล่านี้ มีหรือที่ชีวิตเราจะไม่เฮงซวยไปกับมัน มันไม่มีความรู้ไม่พัฒนาตนเอง ทางเดียวที่มันทำได้ ก็งานกรรมกรพื้นๆ งานกรรมกรพื้นๆมิใช่ไม่ดีเพราะเป็นงานสุจริต
แต่มันทำงานกรรมกรโรงงาน แต่อยู่อย่างเศรษฐีหน้าใหญ่อวดร่ำอวดรวย เกินตัว เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง จนเกิดหนี้เกิดสินท่วมหัว
  • พอมีหนี้สิน ก็ต้องชดใช้เขา เมื่อตนเองไม่มีความรู้ หนทางมันตัน มันมีความรู้แค่ไหนมันก็ทำแค่นั้น เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เช่นเดินเข้าไปกู้หนี้บัตรเครดิต ดอกทบต้น พอมีหนี้ซ้ำซ้อนขึ้นมา ก็ขายยาเสพติด ลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว เป็นผู้หญิงก็เร่ขายตัว เป็นกระหรี่ราคาถูกข้างถนน

  • เป็นของไม่มีราคา เป็นของเลหลัง มีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะคู่ของเรา มันเฮงซวย มันไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเรา มันไม่มีปัญญาปกป้องศักดิ์ศรีเรา ไม่มีปัญญาดูแลเรา ให้เราเป็นเครื่องมือ

  • ลูกผู้ชายที่ดีเขาไม่ทำกัน เขาไม่ให้เมียเที่ยวเร่ขายตัวเป็นกระหรี่ชั้นต่ำ
  • ลูกผู้ชายที่ดีเขาไม่คู่ตนเอง เดือดร้อน ลำบาก บากหน้า เที่ยวขอ กินอยู่อย่างลำบาก
  • ลูกผู้ชายที่ดี เขาจะดูแลเมียในฐานะแม่ของลูก อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แม้จนยากก็ไม่ปล่อยให้เมียตนเองทำอย่างนั้น ใครทำอย่างนั้นมันคือคนหน้าตัวเมีย มันเฮงซวย

  • เมื่อเรารู้ว่าคู่เรามันเฮงซวย มันห่วยแตก เราก็ต้องถามตนเองว่า เราจะอยู่กับมันไปเพื่ออะไร อยู่ไปเหมือนตกนรก อยู่ไปไม่เห็นอนาคต อยู่ไปมีแต่เสียกับเสีย  ชีวิตเรา เอาไปผูกไว้กับคนอื่นทั้งชาติไม่ได้ เมื่อมันหมดปัญญาดูแลเรา มันก็เป็นสิทธิของเราที่จะเอาชีวิตที่เหลือกลับคืนมา และพาตัวเดินออกมาสู่เส้นทางใหม่

  • ธรรมชาติของคนต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองจึงจะถูก เมื่อรู้ว่าอยู่กับสิ่งไม่ดี ยังทนฝืนอยุ่ต่อ เราเองก็เฮงซวย เหมือนกัน รู้ว่าเป็นขี้ ยังเอามือไปจับ มาใส่ปาก รู้ว่าเหม็นแทนที่จะเดินหนี กลับเดินสูดกลิ่นหาสิ่งนั้น  ทำเพื่ออะไร

  • ชีวิตที่ผิดพลาด เฮงซวย ไม่แก้ได้ เริ่มจากเรา เมื่อเรารู้เราก็เดินออกมาจากเส้นทางเฮงซวยนั้นเสีย แล้วหันมาเดินทางที่ถูกต้อง ความรู้ไม่มี ก็เพิ่มพูน ก็แสวงหา สร้างทางเลือกให้ตนเอง จะได้มีทางเลือกยามฉุกเฉิน

  • การใช้ชีวิต แค่ กิน ขี้ ปี้ นอน ไม่ต้องเป็นคนหรอก สัตว์ เดรัจฉานมันก็ทำได้ คนมันต้องมีมากกว่ากิน ขี้ ปี้ นอน มันต้องรู้จักวางแผนชีวิตว่าจะอยุ่อย่างไร ให้ดี ให้รอด และวางแผนข้ามรุ่นไปถึงรุ่นลุกรุ่นหลานต่อไปด้วย

การอยู่มันมีอยู่หลายอย่าง ไม่เท่ากันคือ
  • อยู่ได้ หมายถึง มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ข้าวสารกรอกหม้อ ชักหน้าไม่ถึงหลัง อยู่ไปยืมไปขอไปชีวิตไม่มีความสุข แต่ก็พออยู่ได้รอวันตายเท่านั้น
  • อยู่ดี หมายถึง มีชีวิตอยู่ในระดับที่ มีกินมีใช้ มีเงินเก็บ มีเงินเที่ยว มีเงินรักษาตนเอง มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ไม่ขัดสนอะไร อยู่ระดับกลางๆ
  • อยู่เลิศ หมายถึง มีชีวิตอยู่ อย่างไม่ลำบากอะไร มีเงินเก็บมีเงินเที่ยว มีเงินให้ลูกเรียน มีเงินเลี้ยงดูบุพการี ญาติพี่น้อง มีเงินทำนำไปลงทุน และมีเงินไหลเข้าจากการลงทุนนั้น คือ ให้เงินทำงานแทนตัวเอง มีลูกน้อง มีบริวาร เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้คนพึ่งพาได้
  • นี่คือการอยู่ มี 3 ระดับ คนส่วนมาก มีงานทำเงินเดือนหมื่นกว่าบาทก็อยากมีรถ ทั้งที่รายรับไม่พอรายจ่าย คิดยังไงมันก็เดือดร้อน เพราะติดลบ ถ้าจำเป็นจริงๆก็ ลดความต้องการลง เป็น จักรยาน ถ้าที่งานไม่ไกล หรือไกลหน่อย ก็มอเตอร์ไซค์ เราก็ไม่เดือดร้อน

  • บางคนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ พอรถจะถูกยึดกลับ ทิ้งบ้าน เอารถไว้ แทนที่จะทิ้งรถให้เขายึดไป เพราะรถผ่อนแพงกว่า รถยนต์ผ่อนเป็นหมื่น สองหมื่น แต่บ้านผ่อนระยะยาว เดือนละ 2-3 พัน
เมื่อเราทิ้งรถ เราก็ตัดรายจ่ายออกได้ เรามีบ้านอยุ่เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะมีที่ซุกหัวนอน เมื่เรามั่นคง ขยันทำงาน ขยันพัฒนาความรู้ให้ตนเอง เก็บหอมรอมริบ วันนึงข้างหน้ามันก็ฟื้นคืนได้

  • เพียงเราอย่าหยุดพัฒนาตนเอง การพัฒนาตนเอง หรือการแสวงหาความรู้ให้ตนเองอยู่เสมอ มันทำให้เราก้าวเดินอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดอยุ่กับที่ เช่น

  • เดิมเรา จบ ม.3 เราก็เรียนต่อ จนจบ ม.6 งานเรามันก็จะเปลี่ยนไปตามความรู้เรา เมื่อจบ ม.6 แล้วเราไม่หยุด เราเรียนต่อ ปวส. หรือปริญญาตรี งานเรามันก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน และทางเลือกหรือโอกาสก็เพิ่มาด้วย คือ เราสามารถไปสอบรับราชการได้ด้วย นอกจากงานเราจะสูงขึ้นแล้ว โอกาสยังสูงตามไปด้วย

  • เมื่อเรา จบ ป.ตรีแล้ว เราไหว เราก็เรียน ป.โท ป.เอก เพิ่มเติมอีก หรือเรียนวิชาชีพ ฝึกวิชาชีพ ให้สมองมีความรู้ไว้ เราก็ไม่ลำบากยามฉุกเฉิน

  • แต่หลายคน จบ ป.6 โทษพ่อโทษพ่อ โทษแม่ ไม่ส่งเรียน โทษสังคม โทษความยากจน โทษโน่นโทษนี่ แต่ดันไม่โทษตัวเอง

  • เมื่อตัวเองทำงานพอจะมีกำลังเรียนได้ ทำไมไม่เรียน กศน.เขาก็เปิดช่องตลอดเวลา ก็ไม่เอา ทำงานเงินเดือนหมื่นกว่าบาท คิดว่าตัวเองสุดยอดแล้ว ละเมอฝันหวานจะเอาบ้าน จะเอารถ แต่ไม่พัฒนาตนเอง สุดท้ายเลยกลายเป็น คนเฮงซวย ห่วยแตก ที่ใครอยู่ใกล้ ใครได้เป็นคู่ ใครได้เป็นลูกเป็นเมีย ก็ห่วยแตกตามไปด้วย เพราะ มันได้คนเฮงซวยเป็นคู่ และเมื่อเรารู้แล้ว ว่าอยู่กับคนเฮงซวย เราไม่เดินออกมาอีก เรามันก็คนเฮงซวยเหมือนกันกับมัน













วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

กศน.ความสำเร็จบนความล้มเหลว



กศน.หรือการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐาน
เป็นทางเลือกหลัก หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย หรือโอกาสสุดท้ายทางการศึกษา
สำหรับประชาชนทั่วไปที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และสำหรับเรียนนักศึกษา ที่ถูกผลักดันโดยครู หรือโดยโรงเรียนในระบบ ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ

  • กศน.จึงเปรียบเสมือน ฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตจริงสำหรับคนไทย เพราะถ้าเราจบ มัยมต้นจากโรงเรียน ในระบบมา แต่ถูกผลักดันให้ออกจากโรงเรียน ในชั้น มัธยมปลาย ชีวิตการศึกษาเราก็จะขาดช่วงทันที


นั่นหมายถึงว่าเราไม่มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ในระดับที่สูงขึ้นหรือระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยได้เลย เพราะความรู้เราขาดตอน ขาดช่วง มัยมศึกษาตอนปลายหรือ ม.6

  • ดังนั้น กศน.จึงเป็นประตูสำคัญที่จะทำให้เราได้มีโอกาส ต่อยอดทางการศึกษา ได้ต่อยอดทางชีวิตหน้าที่การงาน ให้สูงขึ้นได้ เปรียบเสมือนเป็นการ อัพเลเวลทางสังคมของตนเองให้สูงขึ้นนั่นเอง


การศึกษา ทำให้คนเรา เท่าเทียมกัน หรืออาจทำให้คนเราต่างกันก็ได้ในขณะเดียวกัน กล่าวคือ ถ้ามีเราการศึกษาเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน ก็จะทำให้สถานะทางสังคมของเราแต่ละคนไม่ห่าง หรือแตกต่างกันมากนัก

  • เมื่อเรามีการศึกษาไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เรามีความเหลื่อมล้ำกันทางสังคมตามไปด้วย เช่น

ถ้าเราจบการศึกษาในระดับที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้เรา ทำงานที่แตกต่างกันตามไปด้วย เมื่องานมีลักษณะต่างกัน ก็จะทำให้รายได้ของคนเราแตกต่างกัน เมื่อรายได้แตกต่างกัน ก็จะส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือกินดีอยู่ดีแตกต่างกัน หรือความมั่นคงในชีวิตแตกต่างกันตามไปด้วย
  • ด้วยเหตุนี้การศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต และจำเป็นในทางสังคม การที่ประชาชาติมีการศึกษาสูงขึ้นก็จะหมายถึง พลเมืองในชาตินั้น ถูกยกระดับขึ้นให้เป็นสังคมของชนชั้นกลาง

หมายถึงสังคมของชนชั้นที่มีการศึกษา และมีรายได้ในระดับที่ดูแลตนเองและครอบครัวได้โดยไม่เดือดร้อน


นักศึกษา กศน.กำลังรอเข้าห้องสอบตามสนามสอบต่างๆของ ศูนย์ กศน.

 การที่ กศน.เปิดโอกาสทางการศึกษาทางเลือกขึ้นมา จึงเป็นคุณูปการอย่างมากมายต่อสังคม
ความสำเร็จของ กศน.อาจวัดได้จาก


  1. ตัวเลขผู้ที่มาสมัครเรียนในแต่ละปี
  2. ลดตัวเลขของที่อ่านหนังสือไม่ออก และตัวเลขของผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้กับสังคม
  3. เพิ่มโอกาส เพิ่มทางเลือก ให้ประชาชนได้มีโอกาสต่อยอดทางศึกษา
  4. สร้างแรงงานให้มีคุณภาพในระดีบที่สูงขึ้น ป้อนคืนสู่ตลาดแรงงาน
  5. เป็นก้าวแรกที่จะผลักดันให้ประชาชนเดินไปสู่ความสำเร็จทางการศึกษา และต่อยอดทางการศึกษา และความมั่นคงด้านอาชีพให้กับประชาชน
  6. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในแต่ละปี
  7. ยกระดับและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลง

การศึกษานอกระบบปัจจุบันได้แบ่งวิธีการเรียนออกเป็น 2 แนวทางหลักดังนี้

  1. การศึกษาทางไกล เป็นการเรียนรู้โดยผู้ที่สมัครเข้าเรียน ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียน โดยที่ กศน.จะอำนวยความสะดวก ด้านสื่อการศึกษาในรูปแบบต่างๆให้ รวมถึง ติดต่อประสานงานกับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด เช่นการแจ้งข่าวต่างๆ ปฏิทินการศึกษา แจ้งข่าวความเคลื่อนไหวในแต่ละภาคเรียน รวมไปถึงแจ้งข่าวการ ลงทะเบียนเรียน แจ้งผลคะแนน และอื่น โดยที่ผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สถาบันทางไกลศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนศูนย์ท้องฟ้าจำลอง
  2. การศึกษาแบบพบกลุ่ม โดยที่นักศึกษาต้องเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มต่างๆตามที่ทาง กศน.ได้จัดขึ้นและกำหนดให้นักศึกษาต้องเข้าร่วม โดยที่ กศน.ยังคงอำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาเช่นเดิม

  • ดังนั้นนักศึกษาที่ต้องการจะเข้าเรียน จึงมีโอกาส มีทางเลือกตามความถนัด เวลา ที่ตนเองสามารถบริหารจัดการได้ นักศึกษาสามารถเลือกเรียน ระบบใดระบบหนึ่งให้ตรงกับความสะดวกของตนเองได้

เมื่อนักศึกษาได้ผ่านกระบวนการการเรียนรู้ตามหลักสูตรต่างๆของกศน.แล้ว นักศึกษาจะได้วุฒิการศึกษา ตามช่วงชั้นที่ตนเองสมัครเรียนและสอบผ่าน รวมถึง ผ่านชั่วโมงกิจกรรม เข้าร่วมสัมมนาตามกระบวนการ หลักสูตรที่ กศน.จัดขึ้น

วุฒิบัติจาก กศน. มีศักดิ์และสิทธิ ทางการศึกษาสมบูรณ์ เหมือนเช่น กับผู้ที่จบการศึกษาในระบบทุกประการ




การที่ตัวเลขผู้สมัครเรียน กับ กศน.ในแต่ละปีเพิ่มมากขึ้น มองได้ 2 แนวทาง

  1. ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของ กศน. ตรงเป้าหมาย ตรงกับความต้องการ หรือสนองตอบความต้องการของประชาชน
  2.  เป็นความล้มเหลว ของการจัดการศึกษาในระบบ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวเลขผู้สมัครเรียนมากมายในแต่ละปีของ กศน. ส่วนหนึ่งมาจาก เด็กที่ถูกผลักให้ออกจากโรงเรียน ภาคปกติ หรือในระบบ หมายถึง เด็กพวกนี้ ถูกปฏิเสธจากโรงเรียนภาคปกติ ในระบบ หรือ โรงเรียนในระบบ ไม่สามารถพาเด็กเหล่านี้ไปสู่ฝั่งฝันได้

จึงผลักเด็กออกมาเผชิญชะตากรรมตามลำพังในสังคม โดยที่โรงเรียนไม่สนใจผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอนาคตของเด็ก ว่าจะมีชะตาชีวิตอย่างไร ทั้งที่ โรงเรียนปกติ หรือครู สามารถจะยื้อให้เด็กอยู่ต่อ ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ จนจบชั้นนั้นๆได้ หรือจัดสรรห้องพิเศา สำหรับเด็กที่มีพลังให้เรียนเฉพาะกลุ่มได้ แต่โรงเรียนปกติก็ไม่ได้กระทำสิ่งนั้น

  • นทางตรงกันข้าม เด็กที่ถูกผลักออกจากโรงเรียนปกติในระบบ กลับมีผลการเรียนดี มีกิจกรรมเด่นใน กระบวนการศึกษาทางเลือกตามแบบ กศน.


ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของ กศน.จึงเปรียบเสมือน ความล้มของภาครัฐในการจัดการศึกษาในระบบไปด้วย เป็นเช่นเดียวกัน


กลุ่มสาระการเรียนรู้ของ กศน.5 กลุ่ม

  1.  สาระทักษะการเรียนรู้
  2. สาระความรู้พื้นฐาน
  3. สาระการประกอบอาชีพ
  4. สาระทักษะการดำเนินชีวิต
  5. สาระการพัฒนาสังคม
โครงสร้างหลักสูตร ของ กศน.

  • ระดับมัธยมต้น  (ม.3 )
  • ต้องสอบผ่านตามหลักสูตร จำนวน 56 หน่วยกิต
  • แยกเป็นวิชาบังคับ 40 หน่วยกิต
  • วิชาเลือก               16 หน่วยกิต


  • ระดับมัยมศึกษาตอนปลาย ( ม.6 )
  • ต้องสอบผ่านตามหลักสูตรครบ 76 หน่วยกิต
  • กลุ่มวิชาบังคับรวม 44 หน่วยกิต
  • กลุ่มวิชาเลือกจำนวน 32 หน่วยกิต

  • นอกจากนี้นักศึกษาของ กศน.ทุกระดับต้องร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ( กพช.) รวม 200 ชั่วโมง
หรือทำกิจกรรม กพช.ด้วยตนเองไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมง

เมื่อนักศึกษาสอบได้หน่วยกิตครบ ชั่วโมงกิจกรรมครบ นักศึกษาที่จะจบต้องร่วมสัมมนา และสอบ N -NET ด้วย จึงจะถือว่า นักศึกษาได้จบการเรียนของหลักสูตร กศน.อย่างสมบูรณ์





อนึง จุดบกพร่องของ กศน.ที่สมควรจะได้รับการแก้ไขคือ


  • การจัดปฏิทินการศึกษาที่ไม่ชัดเจน เช่นรายวิชาที่จะเรียนในแต่ละภาคการศึกษา และตารางสอบล่วงหน้า ในรายวิชานั้นๆ ซึ่งทาง กศน น่าจะมีการกำหนดล่วงหน้าให้นักศึกษา สามารถบริหารเวลาจัดการตัวเองก่อนลงทะเบียนได้



  • ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการสอบซ้ำซ้อน ในรายวิชา ซึ่งจะมีปัญหากับนักศึกษา 

จริงอยู่แม้ทาง กศน.จะเปิดโอกาสให้นักศึกษา ยื่นคำร้องขอสอบเป็นกรณีพิเศษ ในวันเดียวกันได้ แต่ในความเป็นจริง กรรมการคุมสอบ ไม่สามารถขยายเวลาสอบ เป็นกรณีพิเศษ ออกไปให้นักศึกษาได้ หากแต่ใช้เวลาสอบเดียวกันกับเวลาที่สอบจริง

ทำให้นักศึกษามีปัญหาในการทำข้อสอบไม่แล้วเสร็จ ส่งผลต่อการสอบ และการขอจบการศึกษาได้ ซึ่ง ทางกศน.ต้องจัดการแก้ไขปัญหานี้ ให้หมดไปอย่างเร่งด่วน

 กังวาล ทองเนตร รัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง



วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

นักรบหุ่นยนต์


ข้าคือไอ้ยักษ์เหล็ก ข้ากำลังเตรียมตัวจะไปรบกับ ไอ้โดราเอม่อน







วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

แก๊งมีสี


ผู้พันบาบิโลน


พวกเราคือเหล่าแก๊งมีสี
พวกเรามีสี มีพวก ชอบเบ่ง ชอบอวดอ้างสีสัน ของตนเอง


พลทหาร จ้อย

ข้ากำลังเรียนรู้การใช้สี อวดเบ่ง แข่งบารมีกับผู้อื่น

นายพล ธันเดอร์



ข้าคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้สี เบ่งขู่ศัตรู ให้เกรงกลัว ( ถ้ามันไม่กลัวข้าก็จ๋อย)

ผู้หมวดสายลม

ข้าคือผู้หมวดสายลม งานหลักของข้าคือ ซุ่มโจมตี ศัตรู ข้าอยู่ทุกที่ ที่มีศัตรู บางทีเจ้าอาจ ต้องเจอกับข้า


ผู้พันนอยด์

ข้าคือผู้สั่งการชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องชั่วดีทุกกรณี เรื่องสั่งลูกน้องไปตาย ไปหาผลประโยชน์มาให้ข้า เป็นงานถนัดของข้า ข้านี่แหละผู้ได้รับฉายาว่า นอยด์ซากศพ


แก๊งปราบพวกมีสี

พวกเราคือนักปราบแก๊งมีสี ไม่ว่าพวกมันจะสีไหน เป็นหัวหน้า ระดับนายพล นายพัน มันก็ไม่พ้น อาวุธของพวกข้าไปได้  วันนี้เราปราบแก๊งมีสีได้อย่างราบคาบ และเราจะได้เมนูใหม่ ลาบมีสีอร่อยเหาะแน่ เย้ๆๆ